แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #yangfeng แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #yangfeng แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560

[SF] that moment in the Coffee shop - #หยางเฟิง







หนึ่งก้าว สองก้าว


โอเค หยางหยาง


หลบฉากไปก่อนแล้วกัน



ตอนนี้ผม หยางหยาง กำลังลังเลกับการทำอะไรบางอย่าง หนึ่งช็อคโกแลตในมือผมบวกกับนมขวดเท่าฝ่ามือและดอกไม้ช่อเล็ก ให้ตายสินี่ผมเลือกมาให้ผู้หญิงหน้าตาน่ารักรึไงกัน ทั้งที่คนที่ผมอยากให้น่ะเป็นผู้ชายร่างสูง เกือบ 185 แถมยังดุอย่างกะเสือถึงพี่เขาจะเป็นแมวก็เถอะ


หลี่อี้เฟิง



ผมบอกได้เลยว่าคนนี้น่ะจีบยาก ใช่ ผมจีบเขา แต่เขาไม่รู้หรอก แต่ก็ยังคงไม่รู้ต่อไป จนถึงวันนี้ไวท์เดย์ ปกติผมเคยมารู้สึกรู้สึกกับวันสำคัญพวกนี้ที่ไหนกันล่ะ


จนเมื่อมาเจอพี่เขานี่แหละ

นับจากวาเลนไทน์ ผมมันป๊อดเองที่ไม่กล้าเข้าไปคุยกับเขาตรง ๆ ให้ของเขาไป ผมก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเอาไปเก็บไว้หรือโยนทิ้ง พี่เขาฮอตนะ ส่วนของ ๆ ผมก็แค่ของชิ้นหนึ่งในร้อยชิ้นที่พี่เขาได้ล่ะมั้ง


วันนี้ผมมีความตั้งใจใหม่ กับคนที่นั่งดื่มกาแฟและเล่นเกมส์อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ไม่ไกลจากที่ที่ผมนั่งทำอารมณ์หวาน ๆ ซึ้ง ๆ แต่คิดว่าถ้าหากโดนพี่เขาเหวกลับมา ผมก็คงหงอเป็นหมาถูกเจ้าของดุ


แค่เขาปรายตามามองอย่างเมื่อก่อนหน้านี้ ขนหัวผมก็ลุกแล้วล่ะครับ โอเค  พี่อี้เฟิงไม่ใช่ผี แต่เป็นคนน่ารักมาก ๆ คนหนึ่ง



“คาปูชิโน่ค่ะ คุณหยางหยาง”
“ขอบคุณครับ”

คุณบาทิสต้าส่งกาแฟให้ผมอีกแก้ว ผมดื่มกาแฟรสเดิม แบบเดิมเป็นแก้วที่สาม วันนี้ผมตาค้างยันสว่างแน่ ทำอารมณ์อยู่ประมาณ ครึ่งชั่วโมงได้แล้ว จากที่ตั้งใจว่าผมจะเอาของขวัญวันไวท์เดย์มาให้ อุตส่าห์สบโอกาสดี ๆ ซื้อของมาให้แล้วแท้ ๆแต่แค่เห็นหน้าพีอี้เฟิง สติผมก็ลอยหายไปกับสายลมที่พัดผ่านเข้ามาในร้านแล้วเอาความมั่นใจของผมลอยออกไปนอกหน้าต่างร้านด้วย


ให้ตายเหอะ


“ให้ตายเถอะ!

นั่นไม่ใช่เสียงผมนะครับ



เสียงพี่อี้เฟิง อยู่ๆ ดีเขาก็ตะโกนเสียงดังออกมา ผมคิดว่าเขาคงหัวเสียกับเกมส์ที่เล่นอยู่ คงแพ้ไปแล้ว โชคดีทีเดียวที่ลูกค้าในร้านกาแฟเล็ก ๆ แต่รสชาติแสนหอมหวานนนี้มีเพียงแค่ผม พี่อี้เฟิง และกลุ่มหนุ่มสาวออฟฟิศที่ตั้งใจทำงานโดยไม่สนใจรอบข้างใด ๆ นอกจากหน้าจอเครื่องมืออิเล้กทรอนิกส์ของตัวเอง


“นายน่ะ”


ใครวะ ?


ผมมองไปรอบ ๆ ยิ่งพี่เขาตะโกนทีนี้จากที่ใคร ๆที่อยู่ในร้านที่ไม่สนใจ ก็กลับเริ่มมาสนใจ แต่ในที่สุดเขาก็ละความสนใจไป เพราะเสียงพี่อี้เฟิงเงียบไป



ผมมองไปยังพี่อี้เฟิงนั่งอยู่ หน้าตาหงุดหงิดเหมือนจะกินหัวใครแต่สายตาแห่งความพิโรธโกรธเกรี้ยวนั้นส่งมาทางผม


สวดมนต์ให้หยางหยางคนนี้ด้วยครับ


ครู่หนึ่ง หลี่อี้เฟิงคนดังคนนั้นก็วางมือถือที่เล่นอยู่นาน หลังจากนั้นมือข้างที่ว่างก็คว้าแก้วนมที่พี่เขาสั่งมาดื่ม ดูดพรวดเข้าไป ท่าทางเหมือนเตรียมจะกล่าวอะไรซะอย่าง


หน้าถมึงทึงขนาดนี้


.....


“จะถือไว้อีกนานมั้ยของขวัญ นั่งรอให้นายเดินมาให้ของขวัญอยู่นานแล้วนะ ! ถ้าไม่มาซักที ฉันจะไปปล้นของขวัญวันไวท์เดย์ของนายเอง!  



ฟังพี่เขาพูดเสียงดัง เสียงหวานนั้นเจือปนด้วยความน่ารักสั่นเสียงของเขาให้เครือไปในขณะพูด ผมมองแก้มแดง ๆ นั่นที่สู้กับแดดที่ต้องใบหน้าหวานของเขา ได้ยินแบบนี้ ผมแทบจะขว้างไปให้อย่างเร็ว ถ้าไม่ติดว่าพี่เขาจะฆ่าผมเสียน่ะนะ


“ฉันชอบช็อคโกแลตยี่ห้อนั้นที่นายซื้อ!



ครับ เขาว่าแบบนั้นน่ะ :) 








วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

[Fic] คุณในนั้น-- You're in ตอนที่ 7 #หยางเฟิง


TITLE :   คุณในนั้น--  You're in
Chapter : 6
PAIRING : YANGYANG x LIYIFENG
RATE : PG 
ps. กว่าจะมาต่อก็นานมาก พล็อตเหนือจินตนการแบบนี้ ต้องรื้อมาอ่านใหม่เลยล่ะค่ะ ยินดีต้อนรับสุ่หยางเฟิงในเรื่อง คุณในนั้นอีกรอบน้า มาจอยกันต่อค่ะ




-------  คุณ ใน นั้น ------ 




“เพื่อนข้าเอง เพื่อนข้า อย่าคิดมากกันเลยหน่า ท่านแม่เองก็อย่ากังวล เขาดี เขาเป็นคนดี”

อี้เฟิงพูดปด คนดีที่ไหนมาขโมยจูบคนอื่นเขาตั้งแต่แรกเจอกันล่ะ! คุณชายน้อยบ้านหลี่ค่อนขอดแขกผู้มาใหม่ของสกุลให้ในใจ บ้านหลี่เป็นตระกูลดัง แม้ว่าจะมีกันไม่มากเท่าใดแล้ว ชื่อเสียงนั้นขจรไกลกันถึงศาสตร์แห่งการรักษาที่เหมือนได้เทวดามาสิงสู่ในมือของคนบ้านนี้ จึงมักจะมีใครหลายคนแวะเวียนให้คนตระกูลหลี่มารักษากัน ตอนนี้หมอใหญ่ประจำบ้านก็คือท่านแม่หรือฮูหยินใหญ่เพียงหนึ่งเดียวของหลี่อี้เฟิง และชื่อเสียงของบ้านหลี่ที่โด่งดังไม่แพ้ฝีมือการรักษาก็คือความงดงามไม่ว่าจะเป็นเพศไหนของชาวสกุลหลี่ โดยที่เลื่องลือที่สุดก็คงจะเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล คุณชายน้อยที่เป็นลูกคนเดียวของบ้านคนนี้ แม้เป็นชายแต่ร่ำลือกันว่างดงามเยี่ยงเทพธิดา จนบางทีสาวที่ใดก็ไม่สู้หน้า สกุลไหนที่อยากจะดองก็ล้วนถูกปฏิเสธ เพราะคุณชายน้อยของบ้านงดงามกว่าสาวเจ้าเสียอีก


“แล้วคุณชายรูปงามท่านนี้แซ่อะไรหรือ”

“หยางครับ”.. ความเงียบเข้าปกคลุม เพราะหยางหยางใช้คำพูด สำเนียงแปลกกว่าใครเขา หยางหยางรู้ตัวแล้วว่ายุคนี้เขามันแปลก แถมไม่เข้าพวก ทั้งบุคลิคตัวตน หน้าผม คนอื่นเขาผมยาวกันแม้เป็นผู้ชาย แต่ในสมัยที่หยางหยางจากมา เขาตัดผมสั้นเพื่อง่ายต่อการใช้ชีวิต เขาควรจะบอกออย่างไร

“ผมไปเรียนต่างประเทศ เลยได้อิทธิพลมาค่อนข้างเยอะ คงจะทำให้คุณ— เอ่อ ท่านฮูหยินใหญ่สกุลหลี่รำคาญใจ”


“คำทำนาย...”

ฮูหยินสกุลหลี่หรี่ตามองชายหนุ่มรูปงามราวกับเทพบุตรตรงหน้าไม่สนใจคำบอกของหยางหยาง หาใครได้เชื่อได้ไม่ หากเขาไม่มายืนตรงหน้าเอง ผู้เป็นแม่ที่แรกเห็นชายหนุ่มนามหยางหยางคนนี้ตกตะลึง ความรูปงามมากถึงเพียงนี้หาจากแผ่นดินนี้ได้หรือ เขาคงตกสวรรค์ลงมาจริง ๆ ฮูหยินใหญ่พินิจมองคุณชายหยางท่านนี้มากแล้วมากเล่า เธอสรุปคำตอบว่าให้คุณชายที่อ้างตนว่าเป็นเพื่อนอี้เฟิงให้พักที่บ้านตระกูหลี่ต่อได้


ฮึ..อี้เฟิงมีเพื่อนที่ไหนกัน เพื่อนผู้ชาย หรือ ? ก็มีแต่มาหยามหน้ากันเพราะว่าหน้าสวยเหมือนแม่มัน หรืออีกส่วนก็มาตามเกี้ยวอี้เฟิงจนอี้เฟิงโมโหเกรี้ยวกราด ส่วนเพื่อนผู้หญิงก็มีแค่สองคน เธอรู้จักดีอยู่แล้ว คือยัยหนูเยี่ยน สกุลถังบ้านตรงกันข้ามที่ค้าขายกันมานาน และคุณหนูบ้านสกุลเซี่ย หนูฮวาฮวาที่อยู่ในตรอกถัดไป บ้านไมได้เป็นตระกูลใหญ่แต่เป็นคนดีและถือเอาความเป็นมิตรที่ดีต่อกันมานานตั้งแต่สมัยต้นตระกูลเป็นสำคัญ คุณหนูบ้านนั้น เธอก็เคยคิดจะให้มาดองแต่งกับอี้เฟิง แต่ที่ไหนได้ คุณหนูเซี่ยกลับจับอี้เฟิงแต่งสวยไปอวดหนุ่มทั่วเมืองจนบ้านหลี่ต้องวุ่นกันไปหมด



แล้วมาถึงคุณชายปริศนานามหยางหยางคนนี้



“เชิญตามสบายคุณชายหยาง เพื่อนลูกชายข้า ก็เหมือนแขกของข้าด้วย”


ฮูหยินใหญ่ผู้ครองบ้านตระกูลหลี่หนึ่งเดียวแห่งเมืองนี้ มิกล้าคิดหรอกว่า ชายหนุ่มที่รูปงามราวกับเทพบุตรคนนี้จะเป็นไปดั่งทำนายที่เคยได้รับ


เธอยังไมได้กล่าวถึงคุณหนูเยี่ยนบ้านถัง



เธอเป็นนักทำนาย และมักจะมีคำนายแปลก ๆ และความแปลกของการทำนายจากตัวคุณหนูบ้านถังเอง ซึ่งหากกล่าวถึงใจของฮูหยินใหญ่หลี่จริง ๆ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถังเยี่ยน แท้จริงแล้วเป็นยายแก่หรือหญิงสาว หรือจริง ๆเป็นอมตะ


แต่แค่ลูกชายเธอไม่ระแคะระคายตรงนี้ก็เพียงพอ และส่วนคุณชายหยางคนนี้ เธอเลือกจะเก็บเอาไว้ข้างตัว นอกจากฮูหยินใหญ่บ้านหลี่จะเก่งในเรื่องวิชารักษาแล้วก็ยังมีสัมผัสที่หกที่ล้ำเลิศแม้ไม่ใช่ผู้ที่เห็นได้ทุกสิ่งแต่สังหรณ์เธอก็แม่นยำจนบ้านถังชื่นชมเลยทีเดียว


หากเป็นไปตามคำทำนายนั้น เขาคือผู้ที่เป็นไปไมได้ที่มายังช่วงเวลานี้ ผู้ที่จะมาเปลี่ยนตระกูลหลี่และชีวิตของลูกชาย จุดเด่นแรกที่ควรดูคือ รูปงามผิดมนุษย์ หยางหยางคนนี้แรกเห็นคือถูกต้องตามนั้นซึ่งคนผู้นี้คือ

เขาผู้ที่จะมาเป็นพรหมลิขิตของหลี่อีเฟิง





                                                 -------  คุณ ใน นั้น ------ 






อี้เฟิงให้หยางหยางเข้ามาพักในห้องของแขกซึ่งบ้านหลี่ไม่ได้มีบริเวณกว้างขวางขนาดนั้น แต่พอให้คนงานในบ้านจำนวนหนึ่ง ผู้ช่วยให้การรักษา นอกจากนั้นก็มีเรือนเล็กของอี้เฟิงและเรือนใหญ่ของท่านแม่เท่านั้น โตแล้วก็แค่ขอท่านแม่ให้แยกเรือนมาอยู่ส่าวนตัวบ้าง สุดท้ายก็ยังส่งสาวใช้มาให้จนได้ และตบท้ายว่า เจ้าจะทำอะไรเป็น นอกจากวาดรูป เป่าขลุ่ย และวิ่งเล่น


จะบอกว่าเขาเป็นตระกูลหลี่ที่ทำตระกูลเสื่อมเสียหรือไง


อี้เฟิงรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่เอาไหนเรื่องการรักษา เรื่องที่ท่านแม่ทำ อี้เฟิงไม่สามารถทำได้ดีอย่างที่ตั้งใจจนต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ แต่พอตั้งหลักนานไปหน่อย มันกลับไม่มีความรู้สึกอยากกลับไปจับงานประจำของบ้านหลี่เสียแล้ว จึงทอดทิ้งให้มันเป็นหนามตำใจอี้เฟิง แม้ท่านแม่ดุด่าว่าไม่ยออมฝึกฝนแต่ท่านแม่ของเขาก็ไม่เคยบังคับหรอกนะ (แต่ช่วงหลังก็เริ่มมีพูดขึ้นมาบ้างแล้ว ก็แม่นมอี้ชอบบ่นให้ท่านแม่ของอี้เฟิงฟัง ว่าลูกชายท่านเอาแต่ซน แล้วรักษาตัวเองไม่หายเสียที)

ทั้งเขาทั้งท่านแม่ต่างก็ตกตะลึงเหมือนกันนั่นล่ะ


กับการมาของชายผู้นั้น หยางหยาง



เขา..กับการมาที่แปลกพิสดาร คนอะไรจะโผล่มาจากน้ำ กับรูปงามดั่งมนุษย์ที่ไม่มีในความจริง บุคลิคและท่าทางแตกต่างราวกับมาจากอีกโลก และความรู้สึกของชายหนุ่มที่ส่งมาถึงใจของอี้เฟิง


อี้เฟิงกุมขมับ ผู้ชายที่ไหนจะได้ผู้ชายที่แปลกพิสดารและประหลาดมาเป็นคู่ เป็นพรหมลิขิต บ้า


คำทำนายบ้านถังแม่นมากเสียด้วยซี่ อี้เฟิงโอด คุณชายน้อยไม่คิดว่าถังถังจะทำนายผิด เพราะมันไม่เคยมี และคำทำนายของถังถังนั้น นานทีจะออกมาสู่ผู้คน เลยทำให้เป็นที่สนใจมากมาย แม้ว่าจะล่วงรู้ได้ไม่ได้ ก็อยากจะรู้ เอาเป็นว่าคำทำนายนั้น มีบางคนนอกจากคนในบ้านหลี่รู้และแน่นอนว่าคำทำนายแม่นที่สุดทั่วทั้งแผ่นดินจากบ้านถัง ใคร ๆ ก็อยากรู้ มันก็เหมือนหมอดูชื่อดังที่ออกมาทำนายใครซักคนแล้วจะมีคนเฝ้าดูว่ามันจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่


อี้เฟิงจำคำในกระดาษทำนายเก่า ๆ ไม่ได้แม่นยำนักแต่ใจความประมาณหนึ่งก็ว่าไว้


ผู้ที่เป็นไปไม่ได้  ตั้งแต่รูปกายที่งดงามจนเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นมนุษย์ และผู้นี้จะมาด้วยหนทางและเวลาที่เป็นไปไม่ได้ และความเป็นไปไม่ได้เหลือคณานับ แต่ผู้นั้นจะเป็นคนที่เคียงข้างไปจนสุดท้าย และชีวิตที่เป็นไปไม่ได้ของเจ้านั้นจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนั้น  เปลี่ยนชีวิตเจ้าไปตลอดตราบเถ้าธุลีเจ้าสูญสิ้นแต่แม้ว่าเจ้าสูญไปแต่ความรักไม่สูญ ยังคงอยู่กระพันเยี่ยงต้นไม้ที่ข้ามห้วงเวลา 


สุดท้ายนี้ ทั้งหมด คนผู้นี้คือพรหมลิขิตของเจ้า



นั่นเป็นคำทำนายใหญ่ในกระดาษทำนายที่มีเฉพาะสกุลถังเท่านั้นถึงจะเขียนมันติด น้ำหมึกบ้านไหนก็เขียนในกระดาษนั้นไมได้ มันจะไม่ปรากฏตัวหนังสือใด ๆ หากไม่ใช่นน้ำหมึกและผู้เขียนจากบ้านถัง หลังจากนั้นถังถังก็ยังทำนายเรื่องคู่ให้เขาภายหลังหนึ่งวันที่ครบวันเกิด อายุ 18 ปี ของหลี่อี้เฟิง



“ ชีวิตเจ้ากับคำทำนายที่แปลกประหลาดนั่นจะผูกติดไปตลอดกาล แต่ข้าบอกเลยว่า ข้าไม่เคยเขียนคำทำนายที่แปลกมากเท่านั้นมาก่อน ตระกูลข้าก็ไม่เคยมีคำทำนายแปลกเช่นนั้นเลยเหมือนกัน”



ทำนองนี้ เหมือนจะไม่ครบแต่รวมความก็ได้เท่านี้ อย่างไรแล้ว ความเป็นไม่ได้  นั่นคือใจความสำคัญ เป็นคำสำคัญของทำนายทั้งหมด


“แปลกสิ แปลกมาก” อี้เฟิงรำพึงอยู่คนเดียวในห้อง หยางหยางคนนั้นพักอยู่ห้องถัดไป ห้องเขาก็เงียบเช่นกัน อี้เฟิงจึงมีเวลาตั้งใจคิดอะไรคนเดียว หลังจากที่อยู่กับเจ้าประหลาดทั้งวัน อย่างแรกคือ เวลาอยู่ใกล้ชายคนนั้นหัวใจอี้เฟิงจะเต้นด้วยจังหวะที่แปลกไป ท่านแม่บอกว่าเขาไม่เป็นไร แค่ไม่สบาย แต่บางทีท่านแม่ก็ถอนหายใจแล้วก็พูดอย่างปลงตกว่า บ้านข้าจะต้องมีลูกเขยอย่างนั้นหรือ บ้านข้ามีลูกชายแต่ดันไม่มีทายาทสืบสกุลหรือ


ท่านแม่!


อี้เฟิงไม่สามารถพูดอะไรได้ แม่เขาแค่แกล้งเท่านั้นแท้ที่จริงท่านแม่ของอี้เฟิงก็คงทำใจตั้งแต่เห็นหน้าชายคนนั้นและบวกกับทำนายจากระดาษบ้านถัง แม่เขาเชื่อคำทำนายบ้านนี้มาก เพราะมาทุกครั้งก็ถูกทุกครั้ง บ้านเราได้มีโอกาสได้ทำนายทายทักกับบ้านถังบ่อยครั้งเหตุเพราะสนิทกัน และแน่นอนแม่เชื่อสนิทใจ เพราะทุกครั้งที่ได้รับคำทำนาย หากท่านแม่ของอี้เฟิงมีเรื่องไปปรึกษา มันจะเป็นไปตามนั้น อย่างแท้จริงไม่มีพลิกเลย บ้านถังถือว่าได้รับพลังแห่งเทพเจ้ามาจริง ๆ



“เรื่องนี้เองก็ด้วย”  ถังเยี่ยนเคยบอกกับอี้เฟิงว่า อย่างไรเสีย ชะตาเลี่ยงไมได้ แต่เราเลือกที่จะมีความสุข


จะมีคู่เป็นผู้ชายนี่ก็เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว คนทั้งเมืองจะแห่กันมาปาของหน้าบ้าน เหตุเพราะผิดผีผิดเพศ สมัยนี้มีกันหรือชายกับชายหญิงกับหญิง หรือจะอะไรก็แล้วแต่ อี้เฟิงก็รู้ตัวเองดี ใบหน้าของเขาได้ท่านแม่มาเต็ม ๆ แม้ตอนนี้ท่านแม่อายุมากแล้วก็ยังงดงามจับตาเช่นนั้น และทุกคนก็บอกว่าเขาเหมือนแม่ คำว่างดงามอี้เฟิงได้ยินจนแทบสำลักออกมา แต่เขาเป็นชาย!



แค่นี้ก็ถูกตราว่าเป็นสกุลหลี่ของแปลกอยู่แล้ว ถ้ามีหยางหยางคนนั้นเป็นไปตามคำทำนายจริง ๆ สกุลหลี่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน


“คำทำนายของบ้านถังฉบับนี้อย่าแม่นซักครั้งจะได้มั้ย”
พอได้รับคำทำนายก็ดันฝันประหลาด ว่ามีใครมายืนอยู่ตรงหน้าตัวเองตลอด จนในที่สุดก็เจอกับ หยางหยาง


“เฮ้อ” อี้เฟิงพ่นลมหายใจใส่จมูกตัวเองหลายครั้งแล้ว ระทมในใจเป็นที่สุด หากมันมีอะไรที่แปลกประหลาดและเป็นไปไม่ได้ ไม่ควรเป็นมากขนาดนี้มาเกิดกับเขา เขาควรไปอยู่ในหมู่บ้านไกล ๆ บ้านเล็ก ๆไร้ชื่อไม่ใช่อยู่ท่ามกลางคนมากมายที่รู้จัก มันน่าอายจริง ๆ


คำทำนายนั้น แม้จะออกมานานพอดูแต่ไม่นานขนาดนั้น (แต่เขียนบนกระดาษเก่าเก็บก็เถิด)  
ใครจะไปคิดว่ามันจะจริง ทั้งที่มันน่าขำจะตายไป มีความเป็นไปไม่ได้ไหนกันที่เป็นไปได้
แต่มันกลับเกิดขึ้นกับเขาแล้ว สกุลหลี่ที่แปลกที่สุด



“คุณหลี่อี้เฟิง” ความเป็นไปไม่ได้ของหลี่อี้เฟิงยืนเคาะประตูเรียกเขาอยู่ตรงหน้าห้องนอน



อี้เฟิงสะดุ้งตัวเองจากภวังค์ความคิดและมองทอดบานประตู เขาจะเปิดรับความเป็นไปไม่ได้นี่ได้หรือไม่ หรือแท้จริงแล้ว เป็นความคิดไปเองของอี้เฟิงที่บอกว่าเจ้าผู้นี้เป็นไปไม่ได้ ทั้งที่เจ้าผู้นี้อาจจะโกหกโป้ปดเขา เพื่อหวัง..


จะหวังอะไร จูบเขาหรือ ? หรืออย่างอื่น ใครจะไปรู้กัน มันผู้นี้อาจจะลอบรู้คำทำนายแล้วมาแอบอ้าง


ความคิดตีพันกันยุ่งเหยิง แต่ในใจอี้เฟิงคิดอย่างไร รู้ไหม ? ความรู้สึก และจิตใต้สำนึกเป็นอย่างไรรู้ไหม ?


มาแล้ว เขาคนนี้.. ความเป็นไปไม่ได้ที่แท้จริงอย่างคำทำนาย แต่แค่อี้เฟิงยังต่อต้าน ทั้งที่ใช้ใจสัมผัสแล้วว่าใช่ แต่เพราะความยุ่งเหยิงในใจแล้ว เมือคิดดังนั้น อี้เฟิงก็จู่ๆ ผลุดลุกจากเก้าอี้ไม้ที่นั่งอยู่ตั้งอยู่กลางห้องของตน ไปหน้าบานประตูแล้วเตรียมขลุ่ยประจำตัวในมือ


ง้างจะตีอีกคนอีกฝั่งประตู


“เจ้าน่ะ !” อี้เฟิงถาม หยางหยางตกใจอย่างแน่นอนก็เขาถูกอีกฝ่ายประทุษร้ายอีกแล้ว โกรธเขาเรื่องอะไรหรือ


“คุณ..คุณชายอี้เฟิง โกรธอะไรผม เอ๊ย ข้าหรือ” สรรพนามที่ไม่คุ้นปากเอาเสียเลย หยางหยางที่กลับไปห้องพักที่บ้านหลี่ตระเตรียมไว้ให้ เขาเปลี่ยนชุดให้เป็นคนสมัยนี้หน่อย แม้จะไม่เข้ากับทรงผมสั้นแบบผู้ชายสมัยที่จากมาก็ตามแต่ก็พอถูไถ หากเอาผ้าโพกหัวไว้ ชุดก็โปร่งสบายดี ผ้าเนื้อดี และเขาก็ฝึกพูดสรรพนามใหม่สำหรับเขาแต่เก่าของยุคนี้อยู่ ก็พอคุ้นปากแล้ว และมาว่ากันเรื่องตรงหน้านี้



“เจ้า! เจ้าน่ะ! ไปแอบอยู่ในสระน้ำบ้านข้าตั้งแต่เมื่อไหร่”
“บ้าหรือคุณ ใครจะทำ ผมไม่ใช่ปลา  ตายก่อนพอดี”
“บ้า! เจ้าล่ะบ้า! ใครใช้ให้เจ้ามาที่นี่ มาทำไม”
“เอ้า ผมตั้งใจมาหรือ ผมไม่รู้ว่าผมจะสามารถมาที่นี่ได้ มาเจอคุณทั้งที่ผมแค่ได้แต่ฝันด้วยซ้ำว่าคุณมีจริง”

อี้เฟิงเลิกคิ้ว หยางหยางตอบตามจริง มันก็จริง คุยกันในรูป มีแค่วิญญาณ มันเป็นไปไม่ได้ แล้วคน ๆ นี้ก็คงไม่รู้หรอกว่าทำไมตัวเองไปอยู่ในรูปนั้น แล้วคน ๆ นี้จะรู้มั้ยว่าทำไมในช่วงเวลาที่หยางหยางจากมา ทำไมยังดูเศร้านักทั้งที่เวลาผ่านมาขนาดนั้น  ที่เอ่ยมาทั้งหมด อี้เฟิงตรงหน้าเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเกิดขึ้น แต่หยางหยางก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น

ช่วงเวลาที่หยางหยางอยู่เป็นช่วงก่อนที่จะเกิด เพราะคน ๆ นี้ยังมีชีวิตและจับต้องได้ หยางหยางมองเห็นอี้เฟิง ไม่เหมือนช่วงเวลาที่หยางหยางจากมา เขาได้ยินแค่เสียง เหมือนเป็นวิญญาณ

ถ้าอย่างนั้น ระหว่างนี้ หยางหยางจะได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลี่อี้เฟิง คุณในนั้นของเขา


แต่ที่หยางหยางครุ่นคิดหนักก็คือ ทำไมเขาถึงมาที่นี่ ทั้งที่เขาไม่ควรจะอยู่ที่นี่ มันไม่ใช่ช่วงเวลาที่หยางหยางควรมีชีวิตอยู่ มันบิดเบี้ยวและผิดเวลา  


“ผมไม่รู้ว่าทำไม ผมถึงมา แต่เมื่อมาแล้ว ผมก็อยาก..อยู่กับคุณ เพราะ..จะว่ายังไงดี คุณเป็นคนเดียวที่ผมรู้จัก...มาจากอีกช่วงเวลาหนึ่ง”

อย่างไรสิ่งที่หยางหยางพูดมันก็เชื่อไม่ได้ มาจากอีกเวลา อืม..ใช่ ใครจะเชื่อลง อี้เฟิงมองเขาคิ้วขมวดผูกปมคลายออกคลายเข้าจนเขานึกขำ จะจดจ้องอะไรหนักหนา

“ความจริงแล้ว ข้าเองก็ไม่อยากเชื่อ แต่เรื่องจริงมันอยู่ตรงหน้าข้า เจ้าคงไม่รู้หรอก รู้ไหมว่าข้าเชื่อหมดใจว่าเจ้ามาจากอีกเวลา ข้าเชื่อหมดใจเลย ข้าก็ประหลาดใจตัวเองที่ทำไมไม่กังชาในตัวเจ้าว่าโกหกซักนิด“ อี้เฟิงทำใจและเล่าคำทำนายให้อีกคนฟังและบอกว่ามันหมายถึงเขา

“ผม ? ผมหรือ ?” ก็ใช่ เพราะนี่มันเป็นเรื่องบ้าและมหัศจรรย์ จะมีกี่คนที่มีเรื่องราวสุดแสนพิลึก ข้ามเวลาจากอนาคตมาอดีตในอีกเวลาที่ไม่ควรมีตัวตนเขาอยู่บนโลกเวลานั้น คนที่ลิขิตไว้ ต้องการให้เขามาทำอะไรทีนี่


“คุณชายไม่อยากรู้หรือ ว่าทำไมเขาถึงลิขิตให้ผมมาที่นี่ ในเวลาที่ผมไม่ควรมีชีวิตอยู่” พอพูดแบบนั้น อี้เฟิงก็หน้างอ พูดแบบนั้นแล้วดูหดหู่ใจอย่างไรไม่รู้ เหมือนว่าหยางหยางที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาที่เกือบจะใช้อารมณ์เอาขลุ่ยฟาดใบหน้างดงามนี่เป็นคนที่ไม่มีอยู่จริง
“ผมมีอยู่จริง แต่ที่นี่ไม่จริงสำหรับผม ถูกมั้ย คุณว่ามั้ยล่ะ ? ผมมีอะไรที่จะต้องมาที่นี่ หรือเพราะบังเอิญตกบ่อน้ำแล้วหลงยุคมา ? ผมว่าทุกอย่างมีที่มาที่ไปและมีเหตุผลในตัวมัน”

ยิ่งพูดยิ่งทำให้อี้เฟิงหน้างอ ไม่เข้าใจ สับสน ทำไมชายคนนี้พูดอะไรที่ดู...ปลงตก ราวกับว่าเขาทำใจรับได้แล้วที่จะต้องมาอยู่ในที่ที่ตัวเองไม่คาดคิดและไม่ควรคิดว่าจะมาได้

“เจ้าไม่กลัวหรือ ? ที่นี่คือที่ไหนเจ้าเองก็ยังสับสนอยู่” กลายเป็นว่าอี้เฟิงเป็นห่วงชายหนุ่มตรงหน้าไปแล้ว ก็..เอ่อ..ถังถังทำนายว่าคนที่มากับความเป็นไปไม่ได้ เขาไม่ประหวั่นอะไรเลยแม้ซักนิด แววตามั่นคงและแข็งแกร่งดั่งเช่นไม้ตระง่างรากฐานมั่นคงนั้นคืออะไร

“ ฮึ “ หยางหยางไม่ตอบคำถามแรกนั้น “คุณอยู่ตรงหน้าผมแล้ว ผมยังไม่ได้บอกคุณหรือ ? ว่าในโลกของผม ผมเจอคุณที่ไหน” อี้เฟิงมองอีกคนที่พูดอะไรทำให้งง หยางหยางยิ้ม พูดต่อ
“รูปวาดเหมือนจริงของคุณ ซึ่งน่าจะวาดจากยุคที่คุณอยู่..ตอนนี้ มันอยู่ในบ้านหลังที่ผมได้มา ซึ่งก็คือหลังนี้ หลังที่เราอยู่ในตอนนี้ นี่มันพรหมลิขิตมากเลยนะ”
“ยังจะมาพูดเล่น!” หน้าสิ่งหน้าขวาน กลัวบ้างก็ได้เจ้านี่ อี้เฟิงเอ็ดในใจ
“แต่ความกลัวในตอนแรกของผมหมดไปแล้วตั้งแต่ได้จูบคุณที่ริมบ่อ มันเหมือนยืนยันว่าผมยังมีชีวิต ไม่ได้ตายไปอยู่ที่ไหน และคุณตรงหน้าผมก็เป็นคนจริง ๆ “

“โอ๊ย” คนบ้าตรงหน้าอี้เฟิงยกมือดึงแก้มเนียนจนเป็นริ้วขึ้นสี อี้เฟิงร้องอุทานตกใจแล้วเอามือฟาดต้นแขนหยางหยางก็เป็นริ้วสีแบบเดียวกันกับบนแก้มอี้เฟิง หยางหยางดีใจที่คนตรงหน้าเปลี่ยนสีหน้าเป็นอย่างอื่นบ้าง นอกจากความกังวล ใบหน้าน่ารักขนาดนี้ จะมีความหม่นหมองอยู่บนใบหน้าได้อย่างไร กล้ามากจริงๆ เจ้าความหม่นหมอง

“อย่ากังวลแทนผมเลย คุณไม่รู้สึกหรือว่าคุณเป็นห่วงผมเป็นพิเศษ ก็เพราะเราที่แท้จริงแล้วเป็นคู่กันไงล่ะ”หยางหยางคิดเองไปแล้วว่าการมาที่นี่ของเขามันคือพรหมลิขิค

ฮึ...แท้จริงแล้ว เขากลัวมากต่างหาก หยางหยางก็กลัวที่บอกอี้เฟิงน่ะโกหก ไม่อยากให้คุณชายน้อยต้องกังวลแทน เขาจิตใจดีที่เป็นห่วงคนแปลกหน้าอย่างหยางหยาง บ้านคนเป็นหมอก็ขี้ห่วงคน เดินดูรอบบ้าน ตระกูลคือหมอที่แท้จริง รักษาคนด้วยความรู้และความเชี่ชาญจนได้รับการไว้วางใจและใจดีกับทุกคน แม้กระทั่งคนที่ไม่มีที่มาที่ไปแบบเขา หยางหยาง คิดแล้วคิดอีกว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้และเขามาที่นี่ได้อย่างไร มันเหมือนฝัน มันเหมือนความบ้าบอ ความเป็นไปไม่ได้บ้าบอนี่คืออะไร เขามาอยู่อีกโลก

แต่ตอนนี้มันเป็นความจริงไงล่ะ เขาต้องยอมรับมันแล้ว จะมามัวหลอกตัวเองไมได้หรอก ว่าตัวเองฝันไป


ก่อนหน้าจะมาหาอี้เฟิง เขาก็แอบคิดว่าเขาควรแทงตัวตายในโลกที่ยืนอยู่ตอนนี้ดีมั้ย เผื่อตื่นไปเจอโลกความจริง

แต่หยางหยางนึกเสียดาย



เขาได้เจออี้เฟิงตรงหน้าเลยนะ ทั้งที่ได้คิดฝันเอาอยู่ได้ตั้งนาน


ถ้ามันเป็นความฝันจริง ๆ ก็ขออยู่นานกว่านี้หน่อยเถอะ แต่ถ้าเป็นความจริง มันโหดร้ายนะ เพราะว่าเขาไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องที่ไม่คาดคิดและเป็นไปไม่ได้อย่างการข้ามภพชาติมานี้มันจะจบอย่างไร



มัน...นี่เขาคิดเอาเอง ...หยางหยางคิดว่า ตัวเขาเอง อาจจะเกี่ยวกับรูปคุณในนั้น ที่หยางหยางตั้งชื่อก็ได้


รูปของอี้เฟิงที่เขาเจอในบ้าน ซึ่งก็คือรูปวาดเหมือนจริงของคนตรงหน้าที่เขาจ้องมองตอนนี้


จะดูอย่างไร ในรูปว่าน่ารักงดงาม ตัวจริงยิ่งกว่าเป็นสิบเท่า จับใจหยางหยางที่สุด



“เจ้ามองหน้าข้านานไปแล้ว”
“ความจริงหรือความฝันสำหรับผมมันก็ดีแล้วล่ะ ที่ได้เจอคุณ” หยางหยางพยายามพุดประโยคประหลาดให้คนตรงหน้างง แต่ไม่ดูเป็นไปในทางร้ายจนอีกคนกังวล อี้เฟิงมองหยางหยางเหมือนคิดอะไร

แต่ไม่ถาม เพราะเจ้านี่คงไม่ตอบแน่นอน อี้เฟิงคิด  มือของเจ้านี่ไม่สั่นไม่ดูเหมือนคนกลัว แต่ดูเหมือนเตรียมใจที่จะเผชิญแต่ประหวั่น ..คำนี้อาจจะใกล้กว่า เพราะมาในที่ในเวลาที่ไม่ควรอยู่ ผิดที่ผิดทิศผิดทางไปหมด มันคาดเดาชีวิตตัวเองไม่ได้

คนๆ หนึ่งที่ถูกส่งมาที่นี่ ?เขามาทำไม ? มาทำอะไร ? หรือต้องมาทำอะไรที่นี่ ? หรือแค่บังเอิญ ?แล้วที่หยางหยางบอกว่าเจอเขาในรูปเหมือนของเขาเอง รูปเหมือนหรือ ? มันมีความหมายอะไร ? แล้วคำทำนายนั่นล่ะ ? ชายตรงหน้าอี้เฟิง ไม่รู้อะไรเลย แต่เขาก็ไม่แสดงความกลัวต่อความไม่รู้อันมาก ก็เก่งมากแล้ว

ถึงดูเหมือนจะไม่มีอะไร เหมือนฟ้าบังเอิญ แต่จริง ๆ ก็คือจงใจ ดูมีอะไรเชื่อมโยงกันไปทุกอย่าง แต่หาเหตุผลให้ฟ้าที่จงใจทำให้เป็นแบบนี้ไม่ได้เลย

อี้เฟิงก็งงเหมือนกัน และถ้าอี้เฟิงเป็นหยางหยางเป็นอี้เฟิงก็คงตีหน้าเคร่งแบบนี้ ถึงแม้ตอนนี้หยางหยางจะจะยิ้มให้และลอบจับมือเขาก็ตาม


แล้วไหนจะความเอาแต่ใจหลังจากนี้ ไม่เกรงใจกันเลย แต่เพราะเจ้านี่ทำหน้าตาเหมือนต้นไม้ขาดน้ำเลยจำใจ ไม่นานก็คงปล่อยกระมัง แต่จริง ๆ อี้เฟิงคิดผิด


“ขอกอดซักทีได้มั้ย “ เผื่อผมจะดีขึ้น หยางหยางเลือกเก็บไว้ในใจ ตอนที่พบกับฮูหยินบ้านนี้ หยางหยางได้ยินเธอรำพึงว่า คำทำนาย มันอาจจะเป็นเหตุหรือสามารถอธิบายการมาอย่างมหัศจรรย์ของหยางหยางก็ได้ เขาคิด แต่ตอนนี้เขาขอพักและกอดร่างตรงหน้าให้ชื่นใจก่อนเถอะ





TBC 8 




TALK 

หลาย ๆ คนยังเข้ามาอ่านหยาเงฟิงของเรากัน เราดีใจมาก ๆ เลยค่ะ ที่ยังไม่ลืมฟิคแม่แมวที่แม้จะไปเรืออื่น ก็ยังแวะมาหยางเฟิงบ้าง แต่ไม่แต่งอะไรต่อเลยซักเรื่อง 5555 แต่วันนี้มีฟีลแต่งเรื่องนี เลยองค์ลงแต่งซะเลย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากเขียนต่อมากที่สุดของเราเลยค่ะ อ่านต่อเรื่อยๆ ไปพร้อมเราที่เขียนไปเรื่อย ๆ นะคะ คุณเซอร์ไพร์ส์ เราก็เหมือนกัน ^^

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2559

[SF] UNTILL Yangyang x Liyifeng #หยางเฟิง









“นายถามคำถามนี้กับฉันเป๋นรอบที่เท่าไหร่แล้ว หยางหยาง ได้นับบ้างมั้ย”

ดาราหนุ่มจุดยิ้ม มองคนตรงหน้า นั่นคือเจ้านายของเขา เขารู้คำตอบอยู่แล้ว แต่เพราะเผื่อว่ามันจะมีหวัง จะกี่ครั้ง เขาก็จะพยายาม

“ทราบครับ”

“ฉันเหนื่อยที่จะบอกกับนายว่าไม่ เลิกเพ้อเจ้อแล้วไปทำงานซะ”

จบบทสนทนาที่เจ้านายของหยางหยางสุดแสนเบื่อ ผู้จัดการสาวของหยางหยางเดินมาลากตัวหยางหยางออกจากห้องของประธานบริษัทที่ดาราหนุ่มเพิ่งไปขออะไรบางอย่างมา  ผู้จัดการสาวของหยางหยางเขกหน้าผากหยางหยางเข้าให้ทีหน่าง เตือนว่าบอกแล้วไม่จำ แต่เขาก็บอกแล้วว่าเมื่อไหร่ อย่างไร เขาก็จะพยายาม

“นายกับอี้เฟิงน่ะ.. มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว”
“พูดตรง ๆ แบบนี้ ผมเจ็บใจชะมัด”

หยางหยางยิ้มเยาะตัวเอง เขาเดินไปคว้าน้ำดื่มมาซดให้หัวโล่ง และแก้กระหาย เพราะเมื่อครู่หว่านล้อมคุณประธานคนนั้นไปเสียนานแต่ผลก็ออกมาเหมือนเดิมกับทุกครั้ง จะบอกว่าเขาให้เสียเวลา ? ก็ใช่ แต่เพราะเขามันหัวดื้อ และดึงดัน

อย่างไรเสีย ถ้าไม่พยายามก็จะไม่รู้ว่าสิ่งที่อยากจะได้มามันสำคัญแค่ไหน

หลี่อี้เฟิงสำคัญกับเขามากเพียงใด หลาย ๆ คนในบริษัทรู้ดี แต่แค่เขาคนเดียวกับอุปสรรคนับร้อยจะไปทำอะไรได้ นอกจากวิ่งอยู่ที่เดิม

ขนาดอี้เฟิงเองก็ยังนับเป็นหนึ่งอุปสรรคของเขาเลย

ทำไมกันล่ะ ?


นี่ไง ข้อความจากอี้เฟิงถึงเขาส่งเข้ามือถือมา ยังตัดกำลังใจกัน เหมือนไม่ได้รักกันเลย ใจร้ายกันจริง ๆ



“พี่ครับ อี้เฟิงเขาเคยบอกรักผมจริง ๆ น่ะหรือ หรือวันนั้นผมแค่ฝันดีเกินไป”


เรื่องนี้มีไม่กี่คนที่รู้แต่ก็แค่เหตุการณ์ในคืนหนึ่ง และก็เป็นคืนเดียว และคืนนั้นเป็นที่จดจำสำหรับหยางหยางตลอดไป
เพราะได้ฟังบอกรักจากใครคนหนึ่งที่เฝ้าฝัน เขาก็รักเราเหมือน ให้ตายเถอะ

เขาคิดว่าเขาคงฝันไปจริง ๆ


“นายก็รู้ เพราะอี้เฟิงรักนาย เขาถึงทำแบบนี้ เราอยู่ที่ไหนกัน หืม หยางหยาง ประเทสนี้ไม่มีพื้นที่ไว้เพื่อสิ่งนั้นหรอก”
“ครับ...ผมรู้”


หยางหยางรักมากเพียงใด อี้เฟิงก็ยิ่งผลักให้เขาออกไกลจากตัว


“หืม ?”

มีอีกข้อความจากอี้เฟิงส่งมา นอกจากข้อความตัดทอนกำลังใจก่อนหน้านั้น


“ให้ตายสิ ..เขาจะทำให้ผมต้องหัวปั่นไปถึงเมื่อไหร่”

ผู้จัดการสาว เห็นเด็กของเธอบ่นพร่ำเพ้อถึงอี้เฟิงทีไร ก็เบื่อหน่ายทุกที และเธอก็ถามกลับไปถึงหยางหยาง ถึงคำถามเดิม

“แล้วเธอรักอี้เฟิงเขามั้ย”

แน่นอน หยางหยางจะตอบว่าอย่างไรกันล่ะ

“รักสิครับพี่”





หยางหยางก้มมองข้อความนั้นที่อี้เฟิงส่งมา เขาอ่านทวนมันคิดถึงคนที่พิมพ์ทั้งหมดนี้ส่งมาให้

“จนกว่าฟ้าจะมีเวลาให้เรารักกัน ซักวันฟ้าคงเห็นใจเรา อยากให้นาย ..รอ”



อี้เฟิงอ่านทวนมัน คิดถึงคนที่เขาส่งไปให้


“ไม่รู้ว่าเจ้าเด็กบ้าใจร้อนนั้นจะรอได้จริง ๆ รึเปล่า”

เพราะหยางหยางใจร้อน เขาไม่รู้หรอกว่า เจ้านั่นจะกลายเป็นหมาบ้าเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็อาละวาดกันขึ้นมาอีก ยุ่งกันทั้งวงการ 


อี้เฟิงถอนหายใจใส่โทรศัพท์ ผู้จัดการของเขาหายไปไหนไม่รู้ เขานั่งรอในห้องพักผู้โดยสารที่สนามบิน ข้าง ๆ มีพี่บอดี้การ์ดคนสนิทอยู่

“หยางหยางดื้ออีกแล้วหรือ อี้เฟิง?”
“ตลอดเวลา เด็กนั่นมันหมาบ้า”

พี่บอดี้การ์ดยิ้มขำออกมา แต่ก่อนจะมีแฟนคลับจับได้ว่าเขาและอี้เฟิง ดาราหนุ่มชื่อดังคุยประเด็นอะไรกันถึงได้ขำกัน เขาก็คว้าเอาแก้วกาแฟยี่ห้อดังมาดูดกลบเกลื่อนก่อน อี้เฟิงก็เช่นกัน


“แล้วรักเขามั้ย”
“ไม่รักจะทำอย่างนี้หรอ เห้อ ให้ตายเถอะ”

อี้เฟิงดูดกาแฟเข้าปากไปอีกอึก ช่วยรอหน่อย ได้มั้ย หยางหยาง ความรักมันไมได้ง่ายอย่างที่คิดหรอก เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยรอกันหน่อย

เพราะว่าฉันในตอนนี้กำลังสร้างตัวเองจากรอยเท้าที่เคยก้าวผ่านความลำบากมา รออีกหน่อยให้ฉันมั่นคง และเราก็ค่อยจูงมือสร้างอนาคตไปพร้อมกัน





ฟ้าในตอนนั้นคงเห็นใจเราแล้ว

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

[FIC] B E T W E E N - #หยางเฟิง : CASE 2


TITLE : B E T W E E N
CHAPTER :   CASE  2
PAIRING : YANGYANG x LIYIFENG
RATE : PG
TALK :: ถ้ายังจำกันได้ อันนี้ตอนที่สองแล้วนะ ห่างกับตอนแรก 1 ปีกว่า ๆ 555




***********************************************************************




เริ่มเคสก็มีปัญหาซะแล้ว...

อี้เฟิงคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงกับทีมอีกทีมหนึ่งที่จะต้องมาทำงานร่วมกันในวันนี้ ซึ่งวันนี้ก็คือวันแรกที่เริ่มทำคดีที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชามา

จะเอาเรื่องกันตั้งแต่วันแรกเลยเหรอวะ มันจะทำอะไรให้มันเป็นผู้เป็นคนหน่อยไม่ได้รึไง อี้เฟิงสวดด่าอีกทีมในใจ ผู้กองผู้เถรตรงและเจ้าระเบียบอย่างอี้เฟิงเป็นที่รู้กันดีว่า หากใครเข้าประชุมสาย ไม่เตรียมข้อมูลเมื่อเข้าประชุม หรือแค่เพียงงีบหลับในที่ประชุมก็จะโดนเขม่นอย่างไม่ปิดปัง

“นี่คุณ!” อี้เฟิงทนไม่ไหว โพล่งออกไปหนึ่งคำใส่หัวหน้าชุดอีกทีมหนึ่งที่ไม่มีเค้าว่าจะตั้งใจเขาเลยซักนิด เหมือนกันเลย ลูกน้องอีกสามคนก็เอาหูไปฟังโน่น เอาตาไปมองนั่น ลูกน้องของอี้เฟิงสามคน เสี่ยวเอิน อี้ชิง และ จิ้งฝู หันไปมองหัวหน้าชุดของตนด้วยความเกรงและเกร็ง ผู้กองหลี่เวลาโมใช่ย่อยซะทีไหน ถ้าระดับพีคเข้า ห้องเละไปทุกที

“คร๊าบ ผู้กองหลี่” จากคำตอบและท่าทางของหัวหน้าชุดที่จะต้องมาร่วมงานกับอี้เฟิงอย่างหยางหยางจะไม่แทบไม่ได้ฟังข้อมูลที่อี้เฟิงแจกแจงไปอย่างละเอียด เขาพูดจนแสบคอเป็นชั่วโมง แต่ไอ้หมอนี่กับลูกทีมทำอะไร ? ฟังเพลง ดูคลิปโป๊ ? อ่านการ์ตูน ส่วนไอ้หมอนี่ ก็เอาแต่นั่งพับเครื่องบินกระดาษร่อนในห้อง

“จะมากไปแล้วนะ!” อี้เฟิงยังไม่ขึ้นเสียงเขียวใส่ ประโยคนี้ยังอยู่ในระดับเสียงโทนที่ยังถือว่าให้เกียรติกันอยู่มากหากเทียบกับมารยาทในห้องประชุมของหยางหยางและทีมนั่น มันใช้ไม่ได้เลย!

“อะไรละคุณ จะพูด ก็พูดไปสิ ผมก็นะ ถ้าอยากฟังก็จะฟัง ถ้าไม่ก็จะ....” หยางหยางพูดจบก็เอาเครื่องบินที่พับจากกระดาษรีไซเคิลที่หยิบคว้ามาจากกล่องกระดาษใต้โต๊ะส่งแรงร่อนตรงไปหาคนที่เปิดประชุมอย่างอี้เฟิง และเครื่องบินนั้นก็ร่อนชนปลายจมูกของอี้เฟิงและลงจอดที่สมุดบันทึกตรงหน้าที่วางอยู่บนโต๊ะห้องประชุม อี้เฟิงมองตามมัน บนเครื่องบินกระดาษนั่นเหมือนมีอะไรเขียนไว้


ตอนดุหน้าอย่างกะแมว เมี๊ยว ๆ เดี๋ยวพี่ชายจะให้อาหารนะ

อี้เฟิงทนอ่านมันจนจบพลางเม้มปากข่ มอารมณ์ทำให้ตัวเองเป็นผู้ใหญ่มากที่สุด และสุขุมมากทีก่อนที่จะเงยหน้ามองทุกคนในห้อง รวมทั้งเขาเองด้วย ทั้งหมด 8 ชีวิต ฝั่งหนึ่งทีมของเขาเอง หน้าซีดเผือก เพราะทุกคนรู้ดี หากผู้กองหลี่อี้เฟิงโมโห เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นเช่นไร มีใครจะรอดชีวิตบ้างมั้ยนะ ? อีกฝั่งหนึ่งนะหรือ ? ชุดของผู้กองหยางหยางแต่ละคนกวนได้ใจ ทั้งยิ้มขำ ทำท่าทางไม่สมกับการเข้าประชุมเรื่องเครียด ๆ อย่างคดีหนักที่เราทั้งหมดกำลังร่วมลงเรือลำเดียวกัน

“นั่นไง พวกนาย จริง ๆ  ด้วย อย่างที่ฉันบอก อย่างกะแมว แมวดุ “ ไม่พอ เขียนในกระดาษก็ยังไม่พอ อี้เฟิงเริ่มยั๊วะหนักมากขึ้น ความไม่เป็นผู้ใหญ่อี้เฟิงเริ่มน้อยลง และคิดว่าคงจะเท่ากับไอ้หมาบ้าที่นั่งยิ้มกวนเบื้องล่างเขาที่นั่งอยู่เยื้องจุดที่อี้เฟิงยืน

เชี่ยเอ๊ย
ผู้กองหลี่สบถในใจ ก่อนยิ้มเยือกเย็นที่สุดออกมา


“อย่าใช้วิธีเด็ก ๆ มาทำให้ฉันหมดความอดทน พวกแก อย่าทำมาเป็นรู้จุดอ่อนฉัน ไอ้พวกหมาบ้าเวร เงียบ ๆ ตั้งใจฟัง แล้วหุบปากซะ ไอ้เด็กบ้าตรงนั้นน่ะ! ที่อ่านการ์ตูนอยู่ อย่าคิดว่าผู้กองแกค้ำหัวแล้วจะทำห่าอะไรก็ได้ วางลง ส่วนแกจะให้ฉันเอาเท้าเหยียบโทรศัพท์แก หรือแกจะวางมันลงดี ๆ ที่เหลือ หยุดทำตาเหลือก แล้วฟังงานที่ฉันจะแจงให้ “


ทุกคนไม่ค่อยได้เห็นอี้เฟิงใช้คำหยาบเท่าไหร่ แต่ละคำออกมาด้วยน้ำเสียงและท่าทางเฉือดเฉือนจนหน้าสั่น แม้แต่เด็กในทีมของหยางหยางยังต้องทำอย่างที่อี้เฟิงขู่ไว้ อย่างน้อยอี้เฟิงก็ยศสูงกว่า อายุมากกว่า และสั่งโทษได้อีกทั้งยังมีเส้นสายใหญ่ในกรม พวกเขาขัดไปก็มีแต่จะซวย แต่ก่อนหน้านั้น เด็ก ๆ ทีมหยางหยางก็ผันหน้ามองหัวหน้าทีมก่อน


ตาเหลือกไปแล้วเหมือนกัน ...


หยางหยางอึ้งที่คนสุภาพที่สุดอย่างอี้เฟิงจะใช้คำหยาบ เพราะเอาจริง ๆ จากที่เคยพูดคุย หลี่อี้เฟิงมาจากตระกูลใหญ่ มีชื่อเสียง และเป็นคนสุภาพมากเท่าที่มนุษย์ทุกคนจะสุภาพได้ แม้ว่าจะเข้ามาในวงการตำรวจที่แสนจะดำมืด ก็ยังคงตัวตนเดิม (อย่างน้อยหยางหยางก็ต้องสืบเรืองผู้กองตัวท็อปคู่แข่งเขาบ้าง) วันนี้ได้มาฟังอะไรแปลกหูจากอี้เฟิง


“เอ้า ด่าขนาดนี้จะยอมฟัง “
“ขอบใจ แล้วนายก็ช่วยเลิกยิ้มแบบนั้น และก็เลิกพับเครื่องบินได้แล้วว้อย รำคาญเนี่ย!
อี้เฟิงทิ้งเสียงดังจนแทบตะโกนใส่หยางหยาง ก่อนจะทุ่มเอกสารรายละเอียดคดีทั้งหมดใส่หน้าผู้กองตัวแสบคู่ปรับของตน หลังจากนั้น เขาหันไปคุมอารมณ์ตัวเอง และกลับมาด้วยใบหน้าอันเรียนบสนิทอย่างที่ควรจะมีในห้องประชุม


“เอาล่ะ คดีนี้ก็หนักหน่อย สำหรับทีมแค่นี้ แม้จะได้คนมาสนับสนุนบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ได้  ไอ้พวกที่เราจะไปจับมันก็ร้ายไม่ใช่เล่น ระวังชีวิตของพวกนายไว้แล้วกัน “

อี้เฟิงเปิดเรื่องมาน่าสนใจ สำหรับหยางหยาง ด่ากันขนาดทำให้เขาตาเหลือกตกใจได้ ก็ฟังหน่อยแล้วกัน ถึงแม้ว่า ไอ้แฟ้มเอกสารบ้าบอทั้งหมดนี้น่ะ เขาจะอ่านมาหมดแล้วภายในคืนเดียวก็ตาม



B  E T W E E N


หลังจากที่คุยงานกันอย่างคร่าว ๆ ในวันแรก หนักเอาการ หยางหยางพาทีมออกมาก่อนอี้เฟิงจะเขม่นใส่อีกรอบ

“ดุใช่เล่นเลย ผู้กองหยาง ผู้กองหลี่น่ะ”
“เออ ก็เคยบอกไปแล้ว”
หลี่อี้เฟิงกับเขามันต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่ตัวตนยันทัศนคติ และการทำงาน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าร่วมงานกันครั้งนี้จะอยู่ไปตลอดรอดฝั่งหรือเปล่า หรือจะพลั้งพลาดกันไปทั้งคู่ เพราะคดีที่ทำนี่

ไม่ใช่เล่นเลย

หยางหยางก้มอ่านแฟ้มของตนเอง รายละเอียดด้านในก็เหมือนกับที่อี้เฟิงโยนใส่หน้าเขามา แต่เขาก็มีอีกแฟ้มหนึ่งของตัวเอง และโน้ตทุกอย่างที่น่าสนใจ ไฮไลท์ส่วนที่สงสัย และไปคิดต่อ อนุมานบางอย่างที่จะเป็นไปได้


คดีของเถื่อน ขโมยของจากสุสาน


ถึงแม้ว่าเขากับอี้เฟิงจะเคยทำคดีหนัก ๆ คดีดังมาหลายอย่าง แต่นี่ระดับแดง 5 ดาว ความยากมันพีคถึงระดับนั้น เพราะถ้าหากจะว่ากันจริง ๆ เมื่อสาวไปแล้วก็ไปเจอตอใหญ่ที่ยากจะจัดการเหมือนกัน แต่ในส่วนแรกเขาก็ต้องสืบเรื่องราวขั้นต้นเสียก่อน จริงๆ ก็เคยมีคนทำคดีนี้ แต่ก็โดนตัดตอนกันไปหมด จนในที่สุดคนที่มาทำคดีชุดใหม่ก็ต้องสรุปคดีอย่างลวก ๆ ไป และรอให้หมดอายุความ แต่เพราะหัวหน้าของทั้งเขาและอี้เฟิงยังติดใจ และสงสัยอยู่มาก หัวหน้าของเขานั้นเป็นพวกตรงฉิน พูดจาเฉือดเฉือน และยุติธรรมที่สุด ในเมื่อได้มีอำนาจมาอยู่ในส่วนนี้แล้ว ก็ขอเอาซะหน่อยเถอะ

แผนกสืบ 0 ที่ตอนนี้มีแค่ทีมเขา และอี้เฟิง และทีมของหัวหน้าที่มีลูกทีมแค่เพียงเล็กน้อย


ชุดพิเศษนี้ ไม่ได้เพิ่งจะมี แต่มีมานาน แต่ผลงานไม่เป็นที่น่าประทับใจ คนก็เลยโยกย้ายไปโน่นนี่บ้าง เขากับอี้เฟิง มาจากคนละแผนกกัน แต่บางงานก็ได้เจอกันบ้าง คดีไม่ค่อยใกล้กันเท่าไหร่หรอก ถ้าอี้เฟิงทำงานสืบคดีอยู่ใกล้ ๆ ของหยางหยางก็จะห่างออกไป คนละพื้นที่กัน คือทางผู้บังคับบัญหาคนก่อนก็เห็นว่าไม่ถูกกันจึงจับแยก

แต่ในเมื่อตอนนี้ก็ดันมาอยู่แผนกพิเศษใหม่แล้ว ก็ยังไงล่ะ นอกจากเสียแต่ว่าต้องทำงานด้วยกัน


แผนกนี้ก็ได้มีผู้บังคับบัญชาให้เหตุผล

ให้พวกนายที่เป็นหัวกะทิของเรา ทำงานยากกันหน่อย


ท่านเล็งเห็นว่าเราจะได้เป็นตัวอย่างแก่ตำรวจทั่วทั้งกรมที่จะได้เห็นเราทำคดียาก ๆ และเมื่อสำเร็จก็ถือว่าเป็นแรงผลักดันตำรวจเหล่านั้น มาจุดนี้ในแผนกสืบสวน 0 คดีอะไรที่อยู่ในความสนใจ หรือเหนือความสามารถจะถูกมอบมาที่นี่


แผนก 0 ก็จะทำต่อไป ไม่แน่ใจว่า แผนก 0 หรือแผนกขยะกันแน่  แต่ที่แน่ ๆ มีแต่คดียากที่ปิดยังไงก็ไม่ลง และอายุความแทบจะสุดเส้นแดง หัวหน้าของเขาปวดกบาล เมื่อเข้าในที่ทำการของแผนก 0 วันแรก ลมแทบจับ นายเหนือหัวเราขึ้นไปกว่านั้น ตบบ่าให้กำลังใจ ก่อนยิ้มให้ เดินจากไปด้วยแววตาที่ดูมีความหวัง

“ผู้ใหญ่เหนือเรา เค้าจะให้เราทำอะไรกันแน่ “ หัวหน้าของหยางหยางและอี้เฟิงในตอนนี้พูดเช่นนั้น ก่อนจะเดินเข้าไปจมกองสำนวนมหาศาลในห้องและไม่ออกมาอีกเลย

จนวันนี้ก็โยนคดีมาให้ทั้งทีมของเขาและอี้เฟิง เปิดเคสแรกก็ปวดกบาลแล้ว เริ่มตั้งแต่ความเข้ากันไมได้เลยของทีมเขาและอี้เฟิง

ก็จะให้ทำยังไง ในเมื่อไลน์การทำงาน ต่างกันขนาดนี้ แต่ก็มีแค่ต้องปรับหากันเท่านั้นล่ะ  ยกเว้นว่าจะลาออกไปกันเสียก่อน


“เฮ้อ ให้ตายเหอะ”
หยางหยางยืดตัวผ่อนคลายตัวเองหน่อย ตอนนี้เขาอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่พอมีที่นั่งให้บ้าง นอกจากสำนวนหลาย ๆอย่างที่กองเป็นตั้ง ๆ ห้องนี้เป็นส่วนตัวสำหรับผู้กองอย่างเขาที่เป็นหนึ่งในหัวหน้าชุดทำงาน ข้าง ๆ เป็นห้องอี้เฟิง ที่เห็นผ่านกระจกว่ากำลังอ่านแฟ้มคดีแรกอยู่คร่ำเคร่ง ส่วนลูกทีมของเขา นั่งกันอยู่ตรงโต๊ะรวมใหญ่ในโถงที่ทำการ

แหม่ ที่นี่ก็บอกเป็นแผนก 0 แผนกเทพที่เทพอยู่ อย่างไรกันล่ะ เหมือนที่เก็บขยะชะมัด


ทั้งรก ฝุ่นเยอะ ก็นะ เป็นที่ที่รวมของยาก ของแรร์ ไม่มีใครอยากแตะ


ได้ข่าวว่ามีอาถรรพ์แผนกนี้อยู่ด้วย


จะต้องมีคนตายอย่างค่ำ3 จาก 5 ถ้ามีมากกว่า 5 ให้นับสัดส่วน


แล้วจะเหลือกันกี่คนละนี่ ถ้าหากเป็นจริงดังที่เขาลือ ๆ กัน
อันที่จริงก็ไม่ได้แค่ลือ มันก็เกิดขึ้นจริงตามที่วากันมานั่นล่ะ คนเลยย้ายหนีกันหมด เพราะกลัวตัดตอนตาย และพวกเขาคือเซตต่อไป นี่เหมือนเอาพวกเขามาสังเวยอะไรซักอย่าง


ก็หวังแค่ว่าจะไม่มีใครตาย สงสัยจะต้องไปหาอะไรมาคุ้มหัวกันหน่อย ที่ไหนมีของขลังกันบ้างมั้ย ที่เมืองไทยอาจจะมี ไว้มีเวลาว่างจะบินไปดู หาแจกทุกคนในแผนก แน่นอน สำหรับทีมผู้กองหลี่คนนั้นด้วยเหมือนกัน

ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบขี้หน้าแล้วก็หมั่นไส้ก็เถอะ

“จะเริ่มยังไงดีวะ “ อ่านแฟ้มทั้งหมดไป ๆ มา ๆ ก็อยากจะเริ่มทำตั้งแต่สเตปแรกที่ไปเดินสืบหาตามร้าน หรือปลอมตัวเข้าไป แต่ท่าทางจะงานยาก เพราะเคยมีคนไปทำแล้วก็เป็นศพกลับมา เพราะพวกนั้นดันรู้ว่าเป็นสายตำรวจ หรือเป็นตำรวจเข้าไปหาเรื่องตาย


คงต้องหาวิธีใหม่ที่แยบยล แต่วิธีดั้งเดิมแบบนี้ยังคงต้องเก็บไว้อยู่ เป็นทางเลือกสุดท้าย ก็ปลอมให้มันเนียน ๆ แล้วกัน หากจะใช้
 “เสี่ยวอิง ขอกาแฟฉันแก้วนึง” หยางหยางตะโกนออกไปนอกห้องหลังเมื่อเปิดประตูออกไปที่โถงที่ทำการของแผนก เสี่ยวอิงลูกทีมของหยางหยาง สาวน้อยหนึ่งในสองคนจากในทีมสองทีมบวกกัน ตอบรับและเดินไปชงกาแฟตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง

คล้อยหลังจากนั้นหยางหยางเดินมานั่งที่เดิม คิดหาวิธีด้วยใจที่นิ่งสงบ แม้จะร้อนรุ่มด้วยไฟการทำงาน เขาคิดว่ามันต้องมีวิธีดี ๆ และผู้กองหลี่ก็เหมือนกัน ก็ต้องแข่งกันล่ะในการประชุมคัรั้งหน้า ซึ่งหัวหน้าของพวกเราจะเข้าด้วย วิธีของใครจะเข้าวิน เมื่อครู่ตอนเปิดประตูออกไป เขายังเห็นอี้เฟิงหน้านิ่วเป็นแมวอึไม่ออกอยู่ ก็คงยังจนใจแบบเขา

“ขอบคุณ” เสี่ยวอิงเอากาแฟมาให้ และยิ้มให้กำลังใจหัวหน้าของตน เธอแถมขนมที่เธอซื้อมาให้ด้วยบอกว่าเผื่อสมองจะได้แล่น


หยางหยางพยักหน้าและเอ่ยขอบคุณซ้ำ และเธอก็ผลักออกจากห้องไป หยางหยางซดกาแฟรวดเดียวโดยไม่แตะขนมเลยซักนิด ตอนนี้ยังไม่มีอารมณืกินของหวานเท่าไหร่

มือเรียวของหยางหยางคว้ากระดาษรีไซเคิลที่อยู่ในกล่องแถวเครื่องปริ้นท์มาแผ่นหนึ่ง และลงมือพับตามใจ ก็ออกมาเป็นเครื่องบินกระดาษอีกนั่นล่ะ ก่อนร่อนมันออกจากห้องลอดช่องหน้าต่างที่เขาเปิดทิ้งไว้รับลม ม่านสีฟ้าปลิวไสวลู่ไปกับแรวลมที่พัดมาเอื่อย ๆ ผู้กองหมาป่ามองตามเครื่องบินกระดาษลำนั้นออกไป



ปัง!




“เสียงอะไร!” คนแรกที่โผล่พรวดเข้ามในห้องทำงานของหยางหยางเหนือความคาดหมายนิดหน่อบ


“เอ่อ ไม่มีอะไรผู้กองหลี่”
“เสียงปืนน่ะนะ ไม่มีอะไร!
“ผมน่ะไม่ แต่เครื่องบินกระดาษของผมลำนั้นน่ะที่เป็น”

หยางหยางชี้โบ้ยไปทางหน้าต่าง แต่ไม่ให้อี้เฟิงก้มโผล่หน้าออกไปนอกหน้าต่าง โดยกันตัวอี้เฟิงไม่ให้เข้าใกล้ริมหน้าต่าง แต่เขายืนตรงนั้นเสียเอง แต่อี้เฟิงก็เห็นว่าเครื่องบินกระดาษที่ลู่ลมอยู่ดี ๆ นั้นก็ตกลงพื้นแบบกะทันหันก็เพราะกระสุนนัดหนึ่งทะลุบินเครื่องบิน เล็งยิงอย่างแม่นยำ มันเลยมีจุดจบไม่สวยเท่าไหร่นัก


“ใคร”
“ผมจะรู้มั้ย”
“เราจะต้องลงไปดูวิถีกระสุน”
“รู้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้”
“เดี๋ยวมันก็หายไปหรอก”
“มันยังอยู่แถวนี้”
“ก็แล้วไง ถ้าปล่อยนานมันก็จะหนีไปนะว้อย”
“ถ้าออกไป และมันยังอยู่ คุณอาจจะเป็นรายต่อไปที่จะโดนยิงแบบเครื่องบินกระดาษลำนั้น”
“ผู้กองหยาง ถ้านายกลัวก็รอตรงนี้”
“ผู้กองหลี่ คุณใจเย็น ๆ หน่อยได้มั้ย ผมที่เป็นคนบ้าบิ่นตอนนี้ ใจเย็นกว่าคุณเสียอีก”

เท่านั้นอี้เฟิงจึงรู้สึกตัว  มือเขาสั่นเล็กน้อย แรงโกรธ แรงตกใจ แรงประหลาดใจ
เพราะไม่มีใครมาลอบทำร้ายกันใกล้ขนาดนี้ และนี่เพิ่งจะเริ่มคดีด้วยซ้ำ


“ของนายแน่ ๆ คนเกลียดนายเยอะแยะ นายชอบตัวอย่างกะว่าเก่งนักหนา”
“เอ้า ไม่คิดว่ามันจะเป็นของคุณบ้างหรือ ?  คุณก็อวดดีไปทั่ว หมั่นไส้เรื่องพ่อคุณก็มีเยอะนะ”

แต่ไม่วายหาเรื่องมาแขวะกันจนได้


หยางหยางก้มมองเครื่องบินกระดาษที่น่าสงสารลำนั้น อี้เฟิงขมวดคิ้วอยู่ใกล้ ๆ ด้วยสัญชาตญาณ มันรู้ดีกันอยู่แล้ว ทั้งคู่นั่นล่ะ ว่านี่เป็นการเริ่มต้นที่ไม่ง่ายเหมือนคดีที่เคยทำทั่วไป วันแรกก็ต้อนรับกันขนาดนี้ เตือนกันอย่างโจ่งแจ้ง สาดกระสุนรับชวัญกันแบบไม่เกรงใจฟ้า


เออ ก็ดี ! จะได้รู้กัน


ทั้งสองคนต่างไม่รู้กันและกันว่า พวกเขาต่อให้ดูหวาดหวั่นเล็กน้อยและตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่เนื้อตัวพวกเขาสั่นไปหมดเพราะความท้าทายใหม่






------------------------------------------------------------------------------------------tbc case 3

ps. เป็นตำรวจแล้ว แต่งง่ายขึ้นหน่อยค่ะ 555555555555